22 ธันวาคม 2552

ไอทีในชีวิตประจำวัน ค่าไฟฟ้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์



พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีวิวัฒนาการ (Evolution) มีปรากฎการณ์ที่เกิดกับระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ชาติเป็นระลอกที่เรียกว่าคลื่น โดยนายแอลวิน ทอฟเฟลอร์(Alvin Toffler) ผู้เขียนหนังสือคลื่นลูกที่สาม (Third Wave) เขามองว่าคลื่นลูกที่หนึ่ง (First Wave) เป็นช่วงที่มนุษย์ปฏิวัติระบบเศรษฐกิจของตนด้วยการทำ เกษตรกรรม ปัจจุบันคนแถวบ้านผมก็ยังเกษตรกรรมหาเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับในอดีตและยังไม่เปลี่ยนแปลง คลื่นลูกที่สอง (Second Wave) เริ่มประมาณปีพ.ศ. 2300 ที่รู้จักใช้เครื่องมือ และสร้างสายการผลิต (Production Line) เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพจำนวนมากพร้อมกัน เป็นการปฏิวัติระบบเศรษฐกิจด้วยการทำ อุตสาหกรรม ส่วนคลื่นลูกที่สาม (Third Wave) เป็นการปฏิวัติด้าน ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารโทรคมนาคม ที่เริ่มประมาณปีพ.ศ. 2498 จนเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่เรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์ (Globalization)
คอมพิวเตอร์เครื่องแรกเกิดขึ้นปีพ.ศ.2489 คือ ENIAC = Electronics Numerical Integrator and Computer มีการพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เครื่องเมนเฟรม เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ และเครื่องโน๊ตบุ๊ค ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ลดลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น จำนวนผู้ใช้ที่เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น สังคมเริ่มเปลี่ยนเป็นสังคมเครือข่ายข้อมูล ทุกคนเชื่อมต่อถึงกันผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ใช้ในบ้านเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อยู่ที่ทำงานก็เชื่อมต่อที่ทำงาน กลับบ้านก็ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน บางคนอยู่บนรถเมย์ก็ใช้เครื่องโน๊ตบุ๊ค เพราะไม่สามารถรอกลับไปเชื่อมต่อถึงใครต่อใครที่บ้านได้
ค่าไฟฟ้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเท่าใดไม่สำคัญ เพราะค่าแอร์แสนแพงยังยอมจ่ายกันได้ ถ้าหันมาดูค่าไฟฟ้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์สักนิด จะทราบว่า 1 เครื่องที่กินไฟฟ้าประมาณ 0.14 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หากใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงทั้งหมด 30 วัน และคิดค่าไฟฟ้ากิโลวัตต์ละ 3 บาท ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 100.8 บาท ถ้าเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในเวลาราชการทิ้งไว้ 10 เครื่อง ก็จะเสียค่าไฟฟ้าประมาณ 1008 บาทต่อเดือน ถ้าทั้งองค์กรตั้ง Power Options ใน Control Panel เพื่อปิดการใช้พลังงานอย่างสมเหตุสมผล ก็เชื่อว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะลดลงอย่างแน่นอน และเรื่องนี้ต้องเกิดมาจากระดับนโยบายของผู้บริหาร คนเพียงคนเดียวในองค์กรทำไปก็คงไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน

16 ธันวาคม 2552

ไอทีในชีวิตประจำวัน - เครื่องเล่น MP3 และ MP4 จะหายไป



หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมามีเทคโนโลยีผุดขึ้นมากมายกว่าทุกสมัยในอดีต เมื่อมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงเกิดทางเลือกใหม่มากมายให้ผู้บริโภคเลือก ใช้ เทคโนโลยีที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่สามารถต้องสนองความต้องการของผู้บริโภคก็จะ ถดถอยไป ผู้ผลิตมากมายต้องยกเลิกสายการผลิตของสินค้าที่ตกรุ่น รวมถึงอะไหล่ และบริการในผลิตภัณฑ์สายนั้นทั้งหมด วิทยุติดตามตัว (Pager) เป็นตัวอย่างเทคโนโลยีที่เคยทันสมัย แต่พ่ายแพ้ต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งแพร่หลายและใช้ประโยชน์ได้มากกว่าด้วย ราคาที่ต่ำลงจนทุกคนสามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของได้

ญาติผู้ใหญ่ของผู้เขียนขอให้ซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสาม (MP3 Player) เพื่อฟังธรรมบรรยายของผู้เผยแพร่ตามหลักธรรมทางศาสนาที่กำลังเป็นที่นิยมใน ระหว่างเดินทาง แต่ปัจจุบันหาซื้อไม่ง่ายนักเพราะร้านค้าที่เคยจำหน่ายอุปกรณ์เหล่านี้ เปลี่ยนไปขายโทรศัพท์ หรือแฮนดี้ไดรฟ์แทน ไม่พบมากมายเหมือนแต่ก่อน จากการสอบถามพนักงานขายก็ได้คำตอบว่าของหมดมีให้เห็นแต่ของตัวอย่าง บางร้านยังมีจำหน่ายอยู่แต่เหลือน้อยชิ้นและราคาสูงมาก สินค้าที่เข้ามาแทนที่คือแฮนดี้ไดรฟ์ (Handy Drive) ที่มีให้เลือกมายมายหลายรุ่น และราคาที่ต่ำลงอย่างน่าฉงน โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มักใช้ฟังเอ็มพีสามได้ สามารถดาวน์โหลดเพลงจากผู้ให้บริการได้โดยตรง หรือส่งเพลงให้เพื่อนผ่านการเชื่อมต่อแบบบลูทูช (Bluetooth) ก็แสนง่าย
สาเหตุหลักที่น่าจะทำให้ผู้ผลิตเครื่องเล่นเอ็มพีสามเลิกผลิต เพราะโทรศัพท์รุ่นใหม่ได้ผนวกความสามารถของเครื่องเล่นเอ็มพีสามไว้ในตัว ด้วยราคาที่สูงไปกว่าเดิมไม่มากนัก ด้วยความสามารถครบครัน เช่น มีลำโพงในตัว บันทึกเสียง บันทึกวีดีโอ ดูทีวี ฟังวิทยุ ใช้ได้ 2 ซิม และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้หลายวิธี กฎหมายห้ามผู้ขับรถยนต์ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถแต่สามารถใช้หูฟังบลูทูชได้ ผู้ใช้ไม่น้อยต้องเปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์ที่มีความสามารถของบลูทูช เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย และได้ความสามารถของเครื่องเล่นเอ็มพีสามเพิ่มเข้ามา ปัญหาของเครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบเดิมคือไม่สามารถเพิ่มเพลงได้โดยง่าย จำเป็นต้องเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์จึงจะเพิ่มเพลงใหม่ได้ ต่างกับโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่สามารถดาวน์โหลดเพลงหรือคลิ๊ปภาพยนต์ได้ในตัว ผู้ผลิตที่วางแผนล่วงหน้าจะเลือกผลิตอุปกรณ์ตามแนวโน้มการบริโภคของลูกค้า ส่วนลูกค้าก็จะเลือกอุปกรณ์ที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุดสำหรับตน และนี่คือเหตุผลที่เราจะหาซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสามได้ยากขึ้น

ไอทีในชีวิตประจำวัน - การเลือก Netbook หรือ Notebook





พบการโฆษณาสินค้าหรือบริการที่มอบรางวัลที่ 1 เป็น netbook ผู้เขียนจึงเข้าไปสืบค้นข้อมูลจนพบว่า netbook คือเครื่องคอมพิวเตอร์แบบใหม่ที่พัฒนาด้วยการลดระดับจาก notebook ในเรื่องของน้ำหนักที่เบากว่า ขนาดเล็กและบาง ความเร็วต่ำกว่า จำนวนปุ่มบนแป้นพิมพ์น้อยกว่า ประสิทธิภาพต่ำกว่า จอภาพแสดงผลเล็กกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เหมาะกับการพกพาได้ง่าย กลุ่มลูกค้ามักเป็นเด็กนักเรียนที่ต้องการนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนใน ห้องเรียน จุดเด่นคือมีราคาและน้ำหนักต่ำกว่า notebook เกือบครึ่งหนึ่ง รุ่นของหน่วยประมวลผลที่นำไปใช้กับ netbook มักมีคำว่า Atom หรือ Conesus
รูปร่างหน้าตาของ netbook คล้าย notebook ถ้าผู้ซื้อไม่สอบถามในรายละเอียดก็จะไม่เข้าใจถึงข้อจำกัด เนื่องจาก netbook ยังเป็นสินค้าที่ใหม่ในตลาด ดังนั้นอุปกรณ์ต่อพ่วงและซอฟท์แวร์ยังมีสนับสนุนไม่ดีนัก ถ้านำไปใช้งานตามปกติด้วยซอฟท์แวร์ที่มีมากับตัวเครื่องก็สามารถใช้งานได้ ระดับหนึ่ง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เปิดอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าคิดจะดูภาพยนตร์ความละเอียดสูง หรือใช้งานซอฟท์แวร์มัลติมีเดียที่ซับซ้อนก็อาจรองรับได้ไม่ดีนัก
การซื้อสินค้าราคากว่าหนึ่งหมื่นบาทก็ต้องใช้วิจารณญาณและหาข้อมูลประกอบการ ตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนความพอเพียง เช่น คุณแม่จะซื้อคอมพิวเตอร์ไว้สอนภาษาอังกฤษลูกก็อาจซื้อ netbook ได้ หรือพนักงานขายจะใช้นำเสนอข้อมูลสินค้าต่อลูกค้าก็มีความเหมาะสม แต่ถ้านักศึกษามหาวิทยาลัยต้องการนำไปพัฒนาระบบฐานข้อมูลบนเครือข่าย สร้างภาพยนต์แอนิเมชัน ทดสอบโปรแกรมประมวลผลที่ซับซ้อน เปิดโปรแกรมพร้อมกันหลายโปรแกรมแบบมัลติทาสกิ้ง และใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงอยู่เสมอก็คงต้องหาซื้อ notebook การซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานในรุ่นมาตรฐานน่าจะดีกว่าการซื้อสินค้ากลุ่มลด ขนาด หรือกลุ่มตกรุ่น หรือกลุ่มออกใหม่ล่าสุด แต่ทุกคนย่อมมีเหตุผล เพราะปัจจัยเรื่องน้ำหนักและราคาอาจอยู่เหนือปัจจัยอื่นในการเลือกซื้อ สินค้า

15 ธันวาคม 2552

21-12-2012 วันสิ้นโลก[Doomday]



21-12-2012 doomday วันสิ้นโลก
อย่าเพิ่งท้อที่จะอ่าน ปล.โปรดใช้วิจารณาญในการอ่าน

21-12-2012 คือวันอะไรที่นี่มีคำตอบครับ
21-12-2012 คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ครับถูกทำนายจากชนเผ่ามายันว่าเป็นวันสิ้นโลกตามปฎิทินของชนเผ่ามายัน ปฎิทินซาวยัน คือ ปฎิทินโบราณของชนเผ่าที่ชื่อว่า ''มายัน'' ในสมัยโบราณนั้นชนเผ่ามายันเป็นชนเผ่าที่มีความสามารถในการคำนวณปีทางสุริยะคติได้อย่างแม่นยำ เราจะเห็นได้จากการคำนวณที่ในปัจจุบันของเรามี 365.2420 วันขณะที่การคำนวณของเผ่ามายันอยู่ที่ 365.2420 แตกต่างกันเพียง 0.0002 ของหนึ่งวัน ซึ่งการคำนวณครั้งนี้ปรากฎมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน ก่อนที่ชาติอื่นจะมีการคำนวณปฎิทินทางสุริยะคติได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ แล้วยังมีความสามารถในการคำนวณจากการสังเกตดวงดาวได้อย่างแม่นยำก่อนหน้าที่จะมีกล้องส่องดวงดาวขึ้นมาซะอีก

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ณ วันนั้น
คำตอบทางด้าน วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ โบราณคดี ได้ให้คำตอบมาตรงกันวันนี้พอดิบพอดี
(บังเอิญหรือเหลือเชื่อ) วันนั้นจะเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า การพลิกขั้วกลับของสนามแม่เหล็กโลก